‘จับกัง1’คลอดมาตรการเชิงรุกเพิ่ม ปูพรมตรวจต่างด้าวในโรงงาน เร่งเยียวยาผู้กระทบโควิด -19

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรียกหน่วยเกี่ยวข้อง ประชุมวางมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติมป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงาน สั่งตั้งชุดเฉพาะกิจปูพรมจัดรถโมบายเข้าตรวจแรงงานในสถานประกอบการ พร้อมหามาตรการช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยโควิด – 19

 

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ที่ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมประมง กรุงเทพมหานคร


ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนทางการเมียนมา เป็นต้น เพื่อวางมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติมสำหรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ในกลุ่มแรงงานทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีความห่วงใยพี่น้องแรงงานและประชาชนทุกคน

ได้มีการสั่งการและดำเนินการตามมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของกระทรวงแรงงาน วันนี้ ผมได้สั่งการให้กรมการจัดหางานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และหน่วยงานในสังกัดในพื้นที่ตั้งชุดเฉพาะกิจที่จะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อออกตรวจแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งให้สำนักงานประกันสังคมร่วมมือกับสถานพยาบาล


ในเครือข่ายประกันสังคมในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อบูรณาการทำงานเชิงรุกเพื่อจัดรถโมบาย ตู้ตรวจโรคไปตั้งยังสถานประกอบการให้ลูกจ้างที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อได้เข้ารับการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด – 19 เพื่อให้ทราบผลภายใน 3-4 ชั่วโมง ซึ่งหากตรวจพบเชื้อก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมดูแลรักษาตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด มาตรการดังกล่าวกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ ในบอร์ดประกันสังคม เพื่อดำเนินการตรวจโควิด – 19 ให้แก่ลูกจ้างในสถานประกอบการในเชิงรุกโดยลูกจ้างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจ

นายสุชาติ ยังกล่าวถึงมาตรการเยียวยาสำหรับกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 กระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคม ได้นำเรื่องการพิจารณาประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา ในวันนี้ (21 ธ.ค.63) เพื่อขอความเห็นชอบคณะกรรมการประกันสังคมมีมติเห็นชอบ และให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย อันเกิด


จากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. …. แก้ไขนิยาม “เหตุสุดวิสัย” หมายความรวมถึง ภัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชน และถึงขนาดที่ผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้หรือ
นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย และรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐสั่งปิดพื้นที่เพื่อป้องกันการระบาดเป็น
ผลกระทบให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น

ให้ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ได้รับค่าจ้าง มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ50 ของค่าจ้างรายวันโดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐสั่งปิดพื้นที่ ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาหนึ่งปีปฏิทินมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยทุกครั้งรวมกันไม่เกิน 90 วัน ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจะได้นำเรื่องขอความเห็นชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป